วันเสาร์ที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2559

หลวงพ่อไม่ได้รับความเป็นธรรม

เหตุผลที่หลวงพ่อธัมมชโยไม่ได้รับความเป็นธรรม
พระเทพญาณมหามุนีอุปสมบทมา ๔๗ พรรษา ทำความดีมาทั้งชีวิต ปัจจุบันอายุ ๗๒ ปีแล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง อยู่ในช่วงปลายของชีวิต  แต่ท่านกลับถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร ซึ่งไม่เป็นธรรมกับท่านอย่างยิ่ง ด้วยเหตุผลดังนี้



๑.กรรมเดียวจะดำเนินคดีซ้ำซ้อนไม่ได้
เรื่องเกิดขึ้นเพราะนายศุภชัย  ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ได้ตกเป็นผู้ต้องหาฐานลักทรัพย์นายจ้าง  โดยได้จ่ายเช็คสหกรณ์ฯออกไปยังบุคคลและองค์กรต่างๆ จำนวน ๘๗๘ ฉบับ ซึ่งมีเช็คจำนวน ๑๐ ฉบับ ที่นายศุภชัยได้นำมาทำบุญบริจาคให้พระเทพญาณมหามุนี  
ซึ่งพนักงานสอบสวนดีเอสไอได้เคยมาสอบปากคำเรื่องดังกล่าวกับพระเทพญาณมหามุนีแล้ว และได้ส่งสำนวนการสอบสวนทั้งหมดไปยังอัยการ ซึ่งทางอัยการได้พิจารณาแล้วไม่สั่งฟ้องพระเทพญาณมหามุนี
แต่อยู่ๆ กลับมีการตั้งคดีใหม่ขึ้นมาในเรื่องเดิมที่ได้สอบสวนไปแล้ว  และตั้งข้อหาใหม่กับพระเทพญาณมหามุนีว่าสมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันฟอกเงินและร่วมกันรับของโจร  เป็นการดำเนินคดีซ้ำซ้อน ขัดกับหลักกฎหมายที่ว่า “กรรมเดียวจะดำเนินคดีซ้ำซ้อนไม่ได้

๒.ข้อหารับของโจรและฟอกเงิน
ความผิดข้อหารับของโจรและฟอกเงินนั้น จะเกิดขึ้นได้เมื่อพระเทพญาณมหามุนีมีเจตนาทุจริตสมคบคิดร่วมมือกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร นำเงินของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ออกมาเพื่อประโยชน์ของตนในทางทุจริต
แต่พฤติการณ์ที่เกิดขึ้นจริงแย้งกับข้อสมมติฐานนี้โดยสิ้นเชิง เพราะพระเทพญาณมหามุนีรับบริจาคโดยเปิดเผยท่ามกลางประชาชนจำนวนเรือนหมื่นเรือนแสน ตัวท่านเองก็ไม่เคยเห็นเช็คเลย เจ้าหน้าที่การเงินเป็นผู้รวบรวมเงินสดและเช็คที่มีผู้บริจาคไปเข้าธนาคาร และจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างศาสนสถานรวมทั้งค่าใช้จ่ายอื่นๆ ของวัดตามเจตนาของผู้บริจาค ดังที่ได้เคยให้การไว้กับพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว

๓.เป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมมือกระทำความผิด  โดยสั่งจ่ายเช็คในชื่อพระเทพญาณมหามุนี
หากพระเทพญาณมหามุนีมีเจตนาทุจริตสมคบร่วมมือกับนายศุภชัยฯนำเงินออกมาจากสหกรณ์ฯแล้ว ก็ย่อมจะต้องพยายามปิดบังซ่อนเร้นการกระทำผิดนั้น เป็นไปไม่ได้เลยที่จะร่วมมือกันกระทำความผิดโดยสั่งจ่ายเช็คของสหกรณ์ฯในชื่อของพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายตามที่ปรากฏ เพราะหากมีการทุจริตนำเงินออกมาจากสหกรณ์ฯจำนวนมาก สุดท้ายสหกรณ์ก็จะต้องประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างรุนแรง อีกทั้งการสั่งจ่ายเงินด้วยเช็คของสหกรณ์ฯก็จะต้องมีปัญหาแน่นอน และสามารถตรวจสอบเส้นทางของเงินได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่ผู้มีเจตนากระทำความผิดร่วมกันฟอกเงินหรือรับของโจรจะกระทำการจ่ายและรับเงินด้วยเช็คเช่นนั้น

๔.เงินที่นำมาบริจาคนำไปใช้ในการก่อสร้างตามเจตนาผู้บริจาคแล้ว
ยิ่งกว่านั้น ท่านไม่เคยเบิกเงินสดออกจากบัญชีของท่านเลยแม้แต่บาทเดียว เงินที่นายศุภชัยฯบริจาคด้วยเช็คสหกรณ์ฯ ได้โอนผ่านบัญชีไปจ่ายบริษัทก่อสร้าง ใช้ในการก่อสร้างศาสนสถานตามเจตนาของผู้บริจาคหมดแล้ว ไม่ได้ใช้ไปเพื่อประโยชน์ส่วนตัวของท่านเลย ซึ่งมีเส้นทางการเงินที่ตรวจสอบได้ชัดเจนจากผลการตรวจสอบของสำนักงาน ป.ป.ง. และได้มอบหลักฐานให้พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษแล้ว

๕.มีคำถามว่านายศุภชัยฯบริจาคเงินมากอย่างนี้ พระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายไม่สงสัยหรือว่านายศุภชัยนำเงินบริจาคมาจากที่ใด 
ความเป็นจริงคือนายศุภชัยฯได้บริจาคเงินให้กับวัด โรงเรียน มหาวิทยาลัย หน่วยงานสาธารณกุศล และหน่วยงานของรัฐหลายแห่ง ทั้งนายศุภชัยฯไม่ใช่ผู้บริจาครายใหญ่ที่สุดของวัดพระธรรมกาย เมื่อนายศุภชัยฯแจ้งว่าประกอบธุรกิจประสบความสำเร็จจึงนำเงินมาทำบุญ ทางวัดพระธรรมกายจึงไม่ได้สงสัยที่มาของเงินบริจาค จึงรับบริจาคไว้เช่นเดียวกับผู้บริจาครายอื่นๆ  
แต่เมื่อเกิดเป็นคดีความขึ้น นายศุภชัยฯได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า เงินที่นำมาบริจาคทำบุญให้กับวัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีนั้นยืมมาจากสหกรณ์ฯและได้ใช้เงินคืนสหกรณ์ฯครบถ้วนแล้ว

๖.ลูกศิษย์วัดตั้งกองทุนเยียวยา ช่วยสมาชิกสหกรณ์
เมื่อเกิดคดีความขึ้น ทางคณะศิษยานุศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนี เห็นว่าหากปล่อยให้เรื่องยืดเยื้อไปจนกว่าจะจบการพิจารณาของศาลจะใช้เวลานาน ทำให้สมาชิกผู้ฝากเงินสหกรณ์ฯจำนวนมากได้รับความเดือดร้อน วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนีเสียชื่อเสียง จึงได้ตั้งกองทุนเยียวยาช่วยเหลือให้แก่สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด เต็มจำนวนเงินทั้งหมดที่นายศุภชัยฯได้บริจาคให้แก่วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนี  โดยทำเป็นข้อตกลงในศาลจำนวนเงิน ๖๘๔.๗๘ ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ฯได้รับเงินไปทั้งหมดแล้ว ส่วนเงินที่เหลืออีกจำนวน ๓๗๐.๗๘ ล้านบาท คณะศิษยานุศิษย์ฯได้ตกลงกับสหกรณ์ฯและมอบเช็คให้แก่สหกรณ์ฯได้รับไปเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นสหกรณ์ฯได้ถอนฟ้องพระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกาย และ ทำหนังสือแสดงเจตจำนงไม่ประสงค์จะดำเนินคดีทั้งทางแพ่งและทางอาญาแก่พระเทพญาณมหามุนีและวัดพระธรรมกายอีก รวมทั้งได้ทำหนังสือขอบคุณมายังคณะศิษยานุศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนีที่มีน้ำใจเยียวยาช่วยเหลือสหกรณ์ฯเต็มจำนวน
ดังนั้น  สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด จึงไม่ได้รับความเสียหายใดๆ ทางด้านการเงินจากเงินที่นายศุภชัยฯนำมาบริจาคให้แก่วัดพระธรรมกายและพระเทพญาณมหามุนี
ผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดี  ซ้ำยังมีหนังสือขอบคุณ แต่ทางดีเอสไอกลับพยายามตั้งข้อหาจะเอาความผิดกับท่าน  ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น

๗.ทำไมพนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงเปลี่ยนคำพูด ?
เมื่อทางดีเอสไอได้ออกหมายเรียกให้พระเทพญาณมหามุนีไปพบพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๕๙
ทนายความผู้รับมอบอำนาจของพระเทพญาณมหามุนี ได้ยื่นหนังสือขอเลื่อนการมาพบพนักงานสอบสวน ด้วยเหตุอาพาธโดยมีใบรับรองแพทย์เมื่อเวลา ๑๐.๐๐ น. 

หลังจากพนักงานสอบสวนพิจารณาแล้ว ได้แจ้งกับทนายเมื่อเวลา ๑๑.๓๐ น. 
ว่าอนุญาตให้เลื่อนได้ ตกลงกันเป็นวันที่ ๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๙ ทนายความจึงเดินทางกลับ  

แต่ราว ๑๓.๓๐ น. ทางพนักงานสอบสวนกลับโทรศัพท์แจ้งมาใหม่
ว่า ไม่อนุญาตให้เลื่อนและขอออกหมายจับ 

โดยไม่มีการให้แพทย์จากโรงพยาบาลตำรวจหรือหน่วยงานกลางอื่นใด มาตรวจอาการของพระเทพญาณมหามุนีเลยว่าป่วยจริงหรือไม่



ถามว่า ดีเอสไอรู้ได้อย่างไรว่าหลวงพ่ออาพาธจริงหรือไม่ ดีเอสไออ้างว่าเมื่อวันที่ ๒๒ เมษายน ท่านยังร่วมพิธีได้ แต่ในใบรับรองแพทย์ก็ระบุชัดว่าท่านมีอาการป่วยเฉียบพลัน เหตุผลของดีเอสไอฟังไม่ขึ้นเลย สุดท้ายศาลก็สั่งไม่อนุญาตออกหมายจับ
ทำไมดีเอสไอจึงเข้มงวดกับพระผู้ใหญ่ที่ทำความดีตลอดชีวิตอย่างนี้ ท่านอาพาธอยู่ที่วัดตลอดทั้งปีไม่เคยออกจากวัดเลยแม้แต่ก้าวเดียว มาพบท่านที่วัดได้ทุกเมื่อ ทำไมต้องออกหมายจับ ท่านป่วยเป็นเส้นเลือดดำใหญ่ที่ขาซ้ายอุดตัน ขาข้างซ้ายใหญ่กว่าขาข้างขวา ๒ เท่าตัว เป็นเบาหวานมีแผลเรื้อรัง และเป็นโรคภูมิแพ้รุนแรง ดีเอสไอก็เคยเห็นกับตาตัวเอง เมื่อมาพบท่านที่วัดคราวก่อนแล้ว ทำไมจึงมาพบท่านที่วัดไม่ได้
ทำไมพนักงานสอบสวนดีเอสไอจึงเปลี่ยนคำพูด ? ตอนแรกบอกว่าให้เลื่อน แล้วกลับเปลี่ยนเป็นไม่ให้เลื่อนแต่ขอออกหมายจับ

ศิษยานุศิษย์ของพระเทพญาณมหามุนีหลายล้านคนทั่วโลกสะเทือนใจมาก 

2 ความคิดเห็น: