คดีพระพิมลธรรม
"โดนยัดข้อหาร้ายแรง ถูกขัง สุดท้าย ผ่านไป 5 ปี....
"โดนยัดข้อหาร้ายแรง ถูกขัง สุดท้าย ผ่านไป 5 ปี....
ศาลยกฟ้อง... ปล่อยตัว... ไม่มีความผิด"
หรือนี่คือ "พิมลธรรมโมเดล!!" ที่หาเรื่องพระจับปลดจีวรเอาขังไว้สักสิบปีแล้วค่อยบอกว่า อุ้ย ไม่มีความผิด
พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
เมื่อศิษย์ตถาคตต้องผจญกับมารน้อยใหญ่จนเกือบเพลี่ยงพล้ำ แต่ด้วยจิตมุ่งมั่นในหลักธรรมคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อนั้นจึงหลุดพ้นจากข้อกล่าวหาทั้งปวง นั่นคือเรื่องราวของพระพิมลธรรม (อาจ อาสโภ) เมื่อ 60 ปีก่อน ที่ต้องเผชิญหน้ากับกลุ่มบุคคลผู้มีมิจฉาทิฐิ พยายามกำจัดพ้นร่มกาสาวพัสตร์ แต่สุดท้ายก็ต้องพ่ายภัยตัวเองลงในที่สุด
"พระพิมลธรรม" เดิมชื่อ "อาจ ดวงมาลา" เกิดเมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน 2446 ณ ต.บ้านโต้น อ.เมือง จ.ขอนแก่น บวชเป็นสามเณรตั้งแต่อายุได้ 14 ปี ศึกษาหลักธรรมคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเรื่อยมาจนอายุย่างเข้า 18 ปี จึงย้ายเข้ามาศึกษาพระธรรมที่วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ เมื่ออายุครบจึงอุปสมบทเป็นพระภิกษุ มีท่านเจ้าคุณสมเด็จพระวันรัต (เฮง เขมจารี) เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับฉายาว่า "อาสโภ" สอบได้เปรียญธรรม 8 ประโยค และได้เป็นครูสอนที่สำนักวัดมหาธาตุนาน 7 ปี ก่อนจะถูกส่งไปเป็นเจ้าอาวาสวัดสุวรรณดาราราม จ.พระนครศรีอยุธยา และต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยาด้วย
ระหว่างทำงานฟื้นฟูพระศาสนาอยู่ที่เมืองกรุงเก่าเป็นเวลานานถึง 16 ปี ระหว่างปี 2475-2491 มีผลงานสำคัญๆ มากมาย ในขณะที่ทางโลกเกิดความวุ่นวายทางการเมือง ในทางธรรมก็เกิดความขัดแย้งอย่างรุนแรง อันเกิดจากแนวทางการทำงานของพระพิมลธรรม ที่ส่งผลต่อความคิดและความรู้สึกของพระเถระชั้นผู้ใหญ่และคณะสังฆมนตรีบางรูป รุนแรงถึงขั้นฝ่ายตรงข้ามยืมมือรัฐบาลเผด็จการในยุคนั้นใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซง เพื่อกำจัดพระพิมลธรรมพ้นจากวงการสงฆ์
เหตุแห่งความขัดแย้งเกิดขึ้นขณะพระพิมลธรรมเป็นเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ และสังฆมนตรีว่าการองค์การปกครอง ได้สร้างสรรค์งานด้านการศึกษาและการเผยแผ่พระพุทธศาสนารูปแบบใหม่ ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวงการสงฆ์อย่างรุนแรง เนื่องจากส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย เช่น การขอพระอาจารย์ชั้นธัมมาจริยะจากพม่ามาช่วยสอนพระอภิธรรมปิฎกในเมืองไทย การส่งพระภิกษุนักเรียนพุทธศาสนบัณฑิตไปศึกษาต่อต่างประเทศ และฟื้นฟูวิปัสสนาธุระด้วยการตั้งสำนักวิปัสสนากรรมฐานขึ้นที่วัดมหาธาตุฯเป็นแห่งแรก
แต่งานที่ท้าทายคนยุคนั้นและมหาเถรสมาคม คือ การอนุญาตให้คอมมิวนิสต์สามารถบวชในพระพุทธศาสนาได้ การเป็นประธานนำคณะพระสังคีติการกไทยไปร่วมประชุมกระทำฉัฏฐสังคายนาพระไตรปิฎก ณ กรุงย่างกุ้ง ประเทศพม่า การนำพระพุทธศาสนาไปเผยแผ่ในต่างประเทศ เช่น มาเลเซีย กัมพูชา อังกฤษ อินเดีย และเนเธอร์แลนด์ ฯลฯ ตลอดจนทำงานร่วมกับองค์กรฟื้นฟูศีลธรรรมจากต่างประเทศ (Moral Re-Armament : MRA) โดยไม่ยึดถือศาสนาไหนของใครว่าเป็นสำคัญ
แม้สิ่งเหล่านี้จะทำให้พระเถระชั้นผู้ใหญ่บางท่านไม่เห็นด้วย แต่ก็ทำได้เพียงเก็บเงียบไว้ ไม่กล้าทำอะไรรุนแรง เพียงแค่แสดงออกถึงการคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เชิงลบ กระนั้นก็เป็นเหมือนคลื่นใต้น้ำที่ส่งแรงกระเพื่อมรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2503 สมเด็จพระวันรัต (ปลด กิตติโสภณมหาเถร) ได้รับการแต่งตั้งเป็นสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก และมีการเปลี่ยนแปลงผู้ดำรงสังฆนายกและคณะสังฆมนตรีชุดใหม่ โดยปราศจากชื่อพระพิมลธรรม
หลังจากนั้นไม่นาน พระพิมลธรรมก็ถูกกล่าวหาว่า "เสพเมถุนทางเวจมรรคกับศิษย์วัด" และ "ทำอัชฌาจารปล่อยสุกกะ" ทางการตำรวจสันติบาลโดยรองผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พร้อมผู้กำกับการตำรวจสันติบาล นำพยานในฐานะผู้เสียหาย 5 คน มาให้คำยืนยันต่อหน้ากรรมการสงฆ์ เวลาต่อมาคณะกรรมการสงฆ์ลงความเห็นว่า พระพิมลธรรมต้องศีลวิบัติขาดจากความเป็นภิกษุแล้ว ไม่สมควรครองเพศบรรพชิตอีกต่อไป แต่พระพิมลฯ ก็สามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์จนพ้นข้อกล่าวหา
ทว่าเรื่องยังไม่ยุติลงเพียงแค่นั้น เที่ยงครึ่ง วันที่ 20 เมษายน 2505 พ.ต.อ.เอื้อ เอมมะปาน พ.ต.ต.สุพันธ์ แรมวัลย์ พร้อมด้วยผู้กำกับการตำรวจนครบาล ตำรวจและทหารได้บุกเข้าล้อมจับพระพิมลธรรมถึงกุฏิ ตั้งข้อกล่าวหากระทำการอันเป็นคอมมิวนิสต์ และกระทำผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ซึ่งเป็นความผิดอาญา มีโทษร้ายแรงถึงขั้นประหารชีวิต คุมตัวไปสอบสวน ณ สันติบาลกอง 1 และภายในวันเดียวกันนั้นมีบันทึกคำสั่งจากสมเด็จสังฆนายกให้สึกพระพิมลธรรมจากสมณเพศ เพื่อสะดวกต่อการสืบสวนคดีและเพื่อรักษาความปลอดภัยแห่งชาติและพระพุทธศาสนาไว้
นับตั้งแต่นั้นพระพิมลธรรมต้องจำพรรษาอยู่ในห้องขังตำรวจสันติบาลกอง 1 และยังคงปฏิบัติธรรมอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยเขียนหนังสือแสดงความจำนงที่จะยังครองเพศบรรพชิตใจความว่า...
"ถึงแม้ว่าจะมีผู้มีใจโหดร้ายทารุณแย่งชิงผ้ากาสาวพัสตร์ของกระผมไป กระผมก็จะนุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ชุดอื่นแทน ซึ่งกระผมมีสิทธิตามพระธรรมวินัยและกฎหมาย จึงขอให้ท่านเจ้าคุณผู้รู้เห็นอยู่ ณ ที่นี้ โปรดทราบและเป็นสักขีพยานให้แก่กระผมตามคำปฏิญาณนี้ด้วย"
สถานปฏิบัติธรรมแห่งใหม่นี้ ผู้คุมและผู้ถูกคุมขังเรียกว่า "สันติปาลาราม" สภาวะของพระพิมลธรรมเต็มไปด้วยความสงบเป็นปกติอยู่เช่นเดิม ไม่ได้หวั่นไหวหรือทุกข์ร้อนใจใดๆ ระหว่างนั้นบรรดาพระภิกษุสามเณรและสาธุชนผู้เลื่อมใสนับพันคนต่างก็เชื่อมั่นว่า พระพิมลธรรมคือผู้บริสุทธิ์ จึงพากันยื่นจดหมายร้องขอความเป็นธรรมให้แก่ท่าน พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการพิจารณาคดีใหม่อยู่ตลอดเวลา
เวลาล่วงผ่านไป 5 ปี วันที่ 30 สิงหาคม 2509 เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ ศาลทหารกรุงเทพได้นัดให้โจทก์และจำเลยมาฟังคำพิพากษาตัดสินคดี ก่อนจะพิพากษายกฟ้องและปล่อยตัวพระพิมลธรรมพ้นข้อหา กลายเป็นคดีประวัติศาสตร์ของสถาบันสงฆ์มาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากจำพรรษาอยู่ที่สันติปาลาราม 5 พรรษา และพ้นข้อกล่าวหาออกมาในปี 2509 ศิษยานุศิษย์ทั้งบรรพชิตและฆราวาสได้ยื่นเรื่องร้องขอความเป็นธรรมให้แก่พระพิมลธรรม ด้วยการเรียกร้องให้กลับคืนสู่ตำแหน่งกรรมการสภามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และได้รับการแต่งตั้งเป็นสภานายกมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2523 กลับคืนสู่ตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดมหาธาตุฯ ดังเดิม ในวันที่ 5 ตุลาคม 2524 รวมเวลาตั้งแต่ต่อสู้กับอำนาจอยุติธรรม จนถึงวันได้รับสมณศักดิ์และตำแหน่งกลับคืน นานถึง 21 ปี
Cr. คมชัดลึก : พลิกแฟ้มคดีดัง!!
พระพิมลฯผจญมารคดีประวัติศาสตร์วงการสงฆ์
------- คดีหลวงพ่อธัมมชโย ----------
คดี 146/2556 เอาเงินออกจากสหกรณ์โดยไม่ชอบ ที่ออกมาเกือบ 800 ล้าน อัยการ รับข้อมูลไปแล้ว DSI ไม่สามารถเอาผิดอะไรกับใคร ได้ทั้งสิ้น...
คดี 63/2557 กรณีชวนคนมาฝากเงิน dsi สอบสวน ตั้งข้อหาฉ้อโกงประชาชน ขณะนี้เรื่องอยู่ที่ อัยการ จะพิจารณา สิ้นเดือน พฤษภาคม 2559
- หากอัยการ สั่งฟ้องข้อหา ฉ้อโกงประชาชน
- dsi ก็จะสามารถตั้งข้อหา ฟอกเงินได้
จะเห็นว่าใน2 คดีข้างบนนี้
ไม่มีหลวงพ่อธัมมชโย อยู่ในนั้นเลย...
คดี 27/2559 dsi ตั้งข้อหาฟอกเงิน และรับของโจร โดยเกิดจากการ ฟ้องของคนใน สหกรณ์ 1.ความไม่ชอบธรรม เกิดขึ้นเพราะ คดี27/2559 ถูกตั้งคดีขึ้นมาต่างหากเอง...
จะเอาข้อหา ใส่หลวงพ่อธัมมชโย ให้ได้ หาใครคนนึง ออกมา โวยวายเพื่อจะเอาหลวงพ่อธัมมชโยเข้าคุก...
"กรรมเดียวจะดำเนินซ้ำซ้อนไม่ได้ " กรรมเดียว ใช้ได้ในคดีเดียว ส่วนที่เจออยู่ คือ dsi ตั้งคดีใหม่ขึ้นมาเอง ได้ไง นี่คือ ความไม่ชอบธรรม 2.ทนายหลวงพ่อธัมมชโย ไปยื่นหนังสือ แต่ Dsi ไม่ยอมรับหนังสือ
ให้ออกหมายจับหลวงพ่อธัมมชโยทันที ทั้งที่ไม่ได้มาตรวจสอบ อะไรเลย
ถามว่า dsi รู้ได้อย่างไร ว่าหลวงพ่อ อาพาธ จริงหรือไม่
dsi วินิจจัยเอาเอง เก่งกว่าหมอหรือ??
ทุกอย่าง dsi ไม่มีสิทธิ์ เด็ดขาด





ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น